iNdie Singapore
กลิ่นควันบุหรี่บางเบาลอยล่องอยู่ในอากาศ สายลมเย็นเอื่อยๆ หลังฝนตกพัดเข้ามาผ่านทางหน้าต่างของรถไฟปะทะเข้ากับใบหน้าของข้าพเจ้าตลอดทั้งการเดินทางในครั้งนี้ การเดินทางที่แสนยาวนานจากเมืองหลวงของประเทศไทยสู่ใต้สุดแดนสยาม “สุไหงโก-ลก” เมืองที่ข้าพเจ้าเคยได้ยินชื่ออยู่หลายครั้ง พลันนึกคิดอยู่ตลอดว่า ทำไมชื่อสุไหงโกลกถึงได้ให้ความรู้สึกว่าเมืองนี้เป็นเมืองที่อยู่ไกลแสนไกล แต่กระนั้นเมืองสุไหงโกลกถือได้ว่าเป็นเมืองใต้สุดที่ติดกับชายแดนของประเทศมาเลเซีย ตั้งอยู่ในจังหวัดนราธิวาส เป็นเมืองที่คึกคักตลอดทั้งวัน มีทั้งการเดินทางของคนไทยที่ข้ามด่านไปยังมาเลเซียเพื่อจับจ่ายซื้อของต่างๆ และคนมาเลเซียข้ามมาฝั่งไทยเพื่อซื้อผลหมากรากไม้เช่นกัน ข้าพเจ้านั่งรถไฟไปพลางนึกคิดเรื่องราวต่างๆ ไปเรื่อยเปื่อย แต่ก็มิอาจละสายตาจากวิวท้องทุ่งนาตลอดทั้งเส้นทางไปได้เลย ทุ่งนาสีเขียวขจีตัดกับแสงสีส้มอ่อนๆ ของท้องฟ้ายามเย็น คละเคล้าไปกับสีสันของพ่อค้าแม่ขายบนรถไฟที่เดินขายของกินทั้งน้ำ ขนม รวมไปถึงอาหารทั้งคาวหวาน ให้ผู้โดยสารได้เลือกซื้อกันได้ตามใจชอบ
เสียงวู๊ดของรถไฟดังเป็นระยะๆ ข้าพเจ้ายังคงมองออกไปนอกหน้าต่างของรถไฟที่นั่งชั้น 3 ตู้พัดลมที่มีที่นั่งเป็นเบาะธรรมดาทั่วไปนั่งได้ 2 คน หันหน้าเข้าหากัน รวมเป็น 4 คน กับอีกหนึ่งช่องหน้าต่างที่เปิดเอาไว้รับลมตลอดเวลา เบาะนั่งที่ไม่ค่อยเอื้อให้กับการนั่งในระยะยาวสักเท่าไหร่ ทั้งยังลำบากลำบนกับการยื่นแขนเหยียดขา เกรงว่าแขนขาจะไปโดนผู้โดยสารที่นั่งฝั่งตรงข้ามอีก แต่ตู้รถไฟชั้น 3 กลับมีการจับจองเต็มทุกที่นั่ง
รถไฟออกจากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ (สถานีรถไฟบางซื่อ) ตั้งแต่เวลาบ่ายสามโมง สิบนาที จนตอนนี้เป็นเวลาหกโมงเย็นแล้ว รถไฟก็ได้พาข้าพเจ้าเดินทางมาถึงหัวหิน ข้าพเจ้าอ่านป้ายชื่อสถานีขณะที่รถไฟกำลังเคลื่อนเข้าเทียบชานชาลา มีผู้โดยสารจำนวนหนึ่งลงที่สถานีรถไฟหัวหิน รถไฟจอดอยู่ที่สถานีได้ไม่ถึง 5 นาที ก็สังเกตุเห็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งเดินขึ้นมาบนรถไฟ ข้าพเจ้าเหลือบไปอ่านข้อความด้านหลังของเสื้อคล้ายๆ เสื้อกั๊กของตำรวจเขียนไว้ว่า “ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB)” ดูเหมือนว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังออกตามล่าผู้ร้ายอย่างกับในหนัง พลันเจ้าหน้าที่ตำรวจท่านหนึ่งก็เดินมายังตู้รถไฟที่ข้าพเจ้านั่งอยู่ และเดินตรงไปที่คุณลุงท่านหนึ่งที่นั่งอยู่บริเวณเดียวกับที่นั่งของพระสงฆ์ “ลุงชื่ออะไรครับ” เสียงของเจ้าหน้าที่ถามชื่อคุณลุงเสียงดังฟังชัดด้วยท่าทีปนสงสัยพร้อมทั้งเทียบรูปจากในมือถือของตนเองเหมือนจะเป็นการตรวจสอบว่าใช่บุคคลที่กำลังตามหาหรือไม่ คุณลุงตอบชื่อตัวเอง จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็เดินไปยังตู้ถัดไป (คุณลุงน่าจะไม่ใช่บุคคลที่เจ้าหน้าที่ต้องการตัว) สักพักข้าพเจ้าก็ได้ยินเจ้าหน้าที่อีกกลุ่มหนึ่งตะโกนมายังตู้ที่อยู่ด้านหลังของข้าพเจ้าว่า “เจอแล้วๆ” จากนั้นเจ้าหน้าที่ทั้งหมดก็รีบมุ่งไปที่เสียงนั้น และจากไปในทันใด… ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก จนข้าพเจ้ามิทันได้เห็นว่าใครกันที่เจ้าหน้าที่ต้องการตัว ซึ่งข้าพเจ้าเชื่อว่าหลายๆ คนบนรถไฟ รวมถึงตัวข้าพเจ้าเองก็คงได้แต่เก็บความสงสัยและคำถามมากมายเอาไว้ในใจ… กระทั่งรถไฟได้เคลื่อนตัวออกจากชานชาลาช้าๆ ต่อไป…
สองหนุ่มรูปร่างผอมบางผู้ซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับข้าพเจ้า มีผิวสีเข้ม ตัดผมสั้นเกรียนคล้ายทหารก็มิเชิง หูทั้งสองข้างถูกเสียบเอาไว้ด้วยหูฟังแบบมีสาย สายตาจดจ่ออยู่กับโทรศัพท์มือถือแทบจะตลอดเวลา ข้าพเจ้าดูแล้วน่าจะเป็นหนุ่มใต้แน่นอน เดาว่าน่าจะเดินทางกลับบ้านไปเยี่ยมญาติ หรืออาจจะเดินทางกลับไปอยู่อย่างถาวรเลยก็มิอาจรู้ได้ ใครเล่าจะรู้ได้ว่าในการออกเดินทางของคนแต่ละคนมีจุดมุ่งหมายเช่นไร แต่เชื่อเถอะว่าการออกเดินทางเป็นเสมือนการออกไปเปิดโลกกว้างอีกรูปแบบหนึ่ง ข้าพเจ้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการเดินทางในแต่ละครั้งจะได้เจอกับอะไรบ้าง จะพบเจอคนดีไหม หรือจะต้องเผชิญอุปสรรคหรือปัญหาอะไรบ้างระหว่างทาง ไม่มีใครสามารถล่วงรู้สิ่งเหล่านี้ได้ แต่ข้าพเจ้าเชื่ออยู่อย่างนึงคือ หากเรามองทุกการเดินทางเป็นพลังบวกแล้วนั้น ไม่ว่าจะเดินทางไปแห่งหนใด และไม่ว่าจะพบเจอกับเรื่องราวอะไร เราก็จะสามารถรับมือและก้าวข้ามผ่านเรื่องราวเหล่านั้นไปได้อย่างแน่นอน… ความรักก็เช่นกัน :)
ข้าพเจ้าเหลือบมองนาฬิกาในมือถือ พร้อมทั้งหยิบกล่องข้าวขึ้นมาวางไว้หน้าตัก ซึ่งข้าพเจ้าพร้อมแล้วที่จะละเลียดข้าวเย็น อย่างช้าๆ เรื่อยๆ บนขบวนรถไฟนี้ โดยเมนูข้าวเย็นของข้าพเจ้าก็คือ “ข้าวผัดกะเพราไก่ไข่ดาว” เมนูโปรดของใครหลายๆ คน โดยเฉพาะเวลาที่นึกไม่ออกว่าจะกินอะไร ข้าพเจ้าซื้อมาเมื่อตอนบ่ายแก่ๆ จากพ่อค้าท่านหนึ่งที่ขึ้นมาขายบนรถไฟ กับน้ำแดงอีกหนึ่งแก้ว ถือได้ว่าการกินข้าวมื้อนี้เป็นการกินข้าวที่เอนจอยไปอีกแบบ ข้าพเจ้านั่งกินข้าวไป ชมวิวไป จิบน้ำหวานๆ เย็นๆ ไป เป็นมื้ออาหารที่ไม่ต้องคิดอะไร แค่มีอาหาร น้ำ และวิวดีดี… บนรถไฟ ก็พอแล้ว :)
“สถานีพัทลุง” เสียงประกาศจากสถานีรถไฟดังขึ้นหลังจากที่รถไฟได้เข้าเทียบชาญชาลา โดยขณะนี้เป็นเวลาตีสี่แล้ว ข้าพเจ้าหลับๆ ตื่นๆ ตลอดทั้งคืน ยิ่งใกล้รุ่งสางอากาศยิ่งหนาวเย็น ซึ่งอีกแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็จะถึงจุดหมายปลายทางแล้ว…
“สถานีสุไหงโก-ลก” เสียงประกาศจากเจ้าหน้าที่การรถไฟดังออกมาตามสายลำโพง ประกาศ
ออกมาให้ผู้โดยสารรับรู้ว่าตอนนี้ ทุกคนได้เดินทางมาถึงสถานีปลายทางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ข้าพเจ้าหยิบกระเป๋าเป้ขึ้นมาสะพายหลัง พร้อมทั้งหิ้วกระเป๋าผ้าอีกหนึ่งใบและเดินตามทางเดินออกมาจากตู้รถไฟ โดยมิลืมที่จะกล่าวอำลาหญิงชราที่ร่วมเดินทางมาด้วยกัน
เมื่อข้าพเจ้าก้าวขาลงมาจากตู้รถไฟ พลันก็มีพี่วินมอเตอร์ไซ์พุ่งเข้ามาชาร์ตข้าพเจ้าโดยมิทันได้ตั้งตัว พี่วินฯ ถามข้าพเจ้าว่าจะไปไหน ข้าพเจ้าตอบกลับไปว่าจะไป “ด่านรันเตาปันจัง” ซึ่งก่อนจะไปที่ด่านฯ ข้าพเจ้าก็ต้องขอตัวไปทำธุระส่วนตัวที่ห้องน้ำเสียก่อน โดยพี่วินฯ บอกว่า “ได้ๆ พี่รออยู่แถวๆ ห้องน้ำนะ”
หลังจากข้าพเจ้าทำธุระส่วนตัวเสร็จแล้ว ข้าพเจ้าก็เดินออกมาจากห้องน้ำ และมองออกไปรอบๆ สถานีเพื่อสำรวจสถานีรถไฟแบบลวกๆ และเห็นพี่วินฯ ยังคงยืนรออยู่ ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกกดดันเล็กน้อย พี่วินฯ ยืนยันว่าจะรอรับข้าพเจ้าไปส่งที่ด่านรันเตาปันจังให้ได้ ข้าพเจ้าเลยได้แต่รีบเดินตามพี่วินฯ ไป พร้อมกันนั้นก็ไม่ลืมที่จะหยิบมือถือขึ้นมาชักภาพ สถานีรถไฟสุไหงโก-ลก แบบลวกลวก ข้าพเจ้ามองว่าสถานีรถไฟสุไหงโก-ลก เป็นสถานีรถไฟเล็กๆ น่ารักดี ตามผนังต่างๆ ก็มีพวกภาพวาดกราฟฟิคต่างๆ แลดูน่ามอง มิได้ดูน่ากลัวสักเท่าไหร่ ณ ตอนนั้น ^^ ทั้งนี้ ที่สถานีรถสุไหงโก-ลก ไม่มีห้องอาบน้ำให้ข้าพเจ้า ซึ่งข้าพเจ้าก็เข้าใจเป็นอย่างดี อาจจะเนื่องด้วยความปลอดภัยเป็นหลัก ทำให้ข้าพเจ้าเปลี่ยนแผนว่าจะเก็บตัวเอาไว้ไปอาบน้ำที่สถานีรถไฟปาซีร์มัส ฝั่งมาเลเซียแทน
พี่วินฯ พาข้าพเจ้ามาถึงบริเวณด่านปันเตารันจังแล้วก็แนะนำข้าพเจ้าเป็นอย่างดีว่าให้เดินไปตรงจุดไหน และต้องทำอะไรบ้าง ข้าพเจ้าก็ทำตามที่พี่วินฯ บอก และออกมาจากด่านฯ ฝั่งประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อย จากนั้นพี่วินฯ ก็พาข้าพเจ้าซ้อนมอเตอร์ไซต์คันโก้ ไปต่อยังด่านฝั่งมาเลเซีย ซึ่งการนั่งมอร์เตอร์ไซต์ไปด่านของฝั่งมาเลเซียนั้น ตอนแรกข้าพเจ้าคิดว่า พี่วินฯ จะมาส่งข้าพเจ้าที่ด่านแล้วกลับเลย แต่ปรากฎว่าพี่วินฯ ขับมอเตอร์ไซต์พาข้าพเจ้าผ่านด่านฯ ทางรถยนต์ โดยก็จะมีทั้งรถยนต์ และรถมอเตอร์ไซต์ที่สามารถขับข้ามด่านเข้าประเทศมาเลเซียได้เลย โดยพี่วินฯ ได้พาข้าพเจ้าข้ามด่านฯ ตรงนั้นไปหา ตม. เพื่อที่จะพาขับข้ามด่านฯ ไปเลย พอไปถึงบริเวรที่รถจะข้ามด่านฯ เข้าสู่ประเทศมาเลเซีย พี่วินก็คุยกับพี่ตม. ให้อีก โดยน่าจะพูดเป็นภาษามาเลเซีย ซึ่งข้าพเจ้าก็ได้แต่ยื่นพาสปอร์ต และแสกนนิ้วมื้อ จากนั้นพี่วินฯ ก็บึ่งรถเข้าไปยังมาเลเซียแบบชิวๆ ^^ และนำพาข้าพเจ้าเดินทางไปยังท่ารถบัสได้อย่างง่ายดาย
หลังจากเดินทางมาถึงท่ารถบัสแล้ว ข้าพเจ้าถามราคาค่าโดยสาร โดยพี่วินฯ คิดราคาค่าโดยสารประมาณ 150 บาท ซึ่งราคานี้น่าจะรวมค่าผ่านด่านฯ มาแล้ว หากจำไม่ผิด ซึ่งตอนจ่ายเงินดันมีปัญหานิดหน่อยตรงที่เงินสด (เงินไทยบาท) ไม่เพียงพอ เลยได้ถามไถ่พี่วินฯ ไปว่าพอจะโอนได้มั้ย แต่พี่วินฯ ก็ไม่รับโอนเงิน ข้าพเจ้าเลยต้องขอจ่ายเป็นเงินริงกิตมาเลเซียแทน จากนั้นข้าพเจ้าก็เดินไปหาข้าวกินก่อนดีกว่า เพราะก่อนพี่วินฯ จะกลับ พี่วินฯ ได้ถามเรื่องเวลาที่รถบัสจะออกจากท่ารถให้แล้ว โดยรถบัสจะมาในอีกประมาณ 1 ชม. เห็นจะได้ ข้าพเจ้าเลยคิดว่าต้องขอตัวไปหาข้าวกินก่อนดีกว่า
ข้าพเจ้าสังเกตุเห็นว่า บริเวณท่ารถบัสนั้นมีร้านอาหารตั้งเรียงรายกันอยู่มากมาย โดยข้าพเจ้าก็เหลือบไปเห็นร้านอาหารร้านนึงที่คิดว่าน่าจะขายก๋วยเตี๋ยวที่เป็นก๋วยเตี๋ยวมาเลเซีย ข้าพเจ้าเลยเดินเข้าไปถามไถ่ดู และก็ได้สั่งมาเป็นก๋วยเตี๋ยวไก่ 1 ชาม พร้อมทั้งชาเย็นอีก 1 แก้ว เนื่องจากข้าพเจ้าเห็นโต๊ะอื่นเค้าสั่งมากิน ข้าพเจ้าเลยอยากลิ้มลองดูบ้าง ^^ จากนั้นข้าพเจ้าก็ได้ลองกินก๋วยเตี๋ยวมาเลเซียดู ซึ่งโดยรวมแล้วเป็นก๋วยเตี๋ยวที่รสชาติอร่อยดี คล้ายๆ กับบ้านเราเลยแหละ ใช้ได้กันเลยทีเดียว ^^
เพียงไม่นานนักรถบัสก็ออกจากท่ารถ โดยคนขับรถมีความอินดี้มากเพราะแกก็ขับไปเรื่อยๆ เอื่อยๆ แวะพูดคุยกับร้านค้าร้านรวงข้างทางบ้าง ทักทายผู้คนระหว่างทางจนกระทั่งถึงสถานีรถไฟฯ ใช้เวลาไม่นานนัก ข้าพเจ้าคิดว่าน่าจะประมาณ 20-30 นาที เห็นจะได้
สถานีรถไฟ Pasir Mas สถานีปาซีร์มัส) เป็นสถานีรถไฟขนาดเล็กตั้งอยู่ที่เมืองปาซีร์มาส รัฐกลันตัน
เป็นสถานีที่เป็นจุดเริ่มต้นของชุมทางที่ไปยังสถานีรันเตา ปันจัง ที่เชื่อมกับสถานีรถไฟสุไหง โก-ลก นั่นเอง
เมื่อมาถึงสถานีรถไฟฯ แล้ว ข้าพเจ้าก็เดินไปห้องน้ำทันทีเพราะร่างกายต้องการอาบน้ำเต็มแก่แล้ว แต่หลังจากที่เข้าไปสำรวจบริเวณห้องน้ำแล้วก็ให้ความเห็นกับตัวเองว่า อย่าอาบเลย ฮ่าๆๆๆ เนื่องจากว่าห้องน้ำมันไม่ได้มีห้องอาบน้ำเหมือนที่สถานีรถไฟหัวลำโพงบ้านเรา ที่จะมีห้องอาบน้ำแยกออกไป และที่นี่ไม่มีฝักบัว ซึ่งมันเป็นห้องส้วมที่มีถังรองน้ำที่สามารถรองน้ำและตักอาบน้ำได้ แต่มันดูไม่ค่อยสะอาดเท่าไหร่ ข้าพเจ้าเลยคิดว่าไม่อาบก็แล้วกัน ฮาาา แต่อย่างน้อยก็ขอให้ได้เช็ดเนื้อเช็ดตัวนิดหน่อยก็แล้วกัน… จากนั้นข้าพเจ้าก็มองหาคาเฟ่เพื่อที่จะนั่งรอรถไฟไปยะโฮบารู
โดยข้าพเจ้าก็เดินไปถามไถ่กับแม่ค้าร้านขายข้าวในสถานีว่า แถวๆ นี้ มีร้านกาแฟมั้ย แม่ค้าบอกว่ามีอยู่ร้านนึงตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับสถานีนี่เอง โดยข้าพเจ้าคาดว่าจะไปนั่งจิบโกโก้ตากแอร์เย็นๆ สักพักนึง เพราะอากาศด้านนอกนั้น ร้อนแรงมากจริงๆ
ข้าพเจ้านั่งอยู่ในร้านกาแฟสักพักนึงจนตกเย็นแล้ว ก็เดินข้ามถนนไปยังสถานีรถไฟฯ เพื่อที่จะกินข้าวเย็นให้เรียบร้อยก่อนที่จะขึ้นรถไฟตอนเวลาสามทุ่มกว่าๆ โดยข้าพเจ้าก็ได้สั่งแกงกะหรี่ไก่ ราดข้าว มาหนึ่งจาน รสชาติอร่อยใช้ได้ แฮปปี้มาก ฮ่าๆๆๆ
หลังจากกินข้าวเย็นอิ่มแล้ว ข้าพเจ้าก็เดินไปเข้าห้องน้ำอีกหนึ่งรอบ แล้วจึงเดินออกมานั่งรอรถไฟบริเวณที่นั่งของผู้โดยสาร ซึ่งช่วงเย็นๆ นี้ ข้าพเจ้าก็สังเกตุเห็นคนเริ่มทยอยกันเข้ามาจับจองที่นั่งรอเพื่อที่จะขึ้นรถไฟขบวนของตนเอง ยิ่งท้องฟ้าเริ่มมืด ผู้คนก็เริ่มทยอยกันมามากขึ้น มีทั้งเด็กนักเรียน นักศึกษา เด็กเล็กๆ ที่เดินทางมากับครอบครัว มีทั้งคนวัยทำงาน คนเฒ่าคนแก่ ที่ต่างก็มารอรถไฟขวนของตนเอง ดูช่างคึกคักเป็นยิ่งนักแล…
เสียงประกาศจากสถานีรถไฟดังขึ้น เพื่อเป็นการย้ำกับผู้โดยสารว่าอีกไม่กี่นาทีที่จะถึงนี้ ก็จะเป็นขวนรถไฟของท่านแล้ว โปรดเตรียมตัวกันให้พร้อมและให้ผู้โดยสารทุกท่านเดินไปรอขึ้นรถไฟตรงชานชาลาตามหมายเลขชานชาลาที่ระบุเอาไว้ในตั๋วรถไฟได้เลย ข้าพเจ้าแอบตื่นเต้นเล็กน้อยที่จะได้นั่งรถไฟขบวนนี้ที่จะนำพาข้าพเจ้าเดินทางไปยังประเทศสิงคโปร์
โดยที่นั่งของข้าพเจ้าเป็นที่นั่งติดทางเดินอยู่ด้านหน้าสุดของตู้รถไฟ หันหน้าไปทางห้องน้ำ โดยบริเวณด้านหน้าของข้าพเจ้าเป็นพื้นที่ว่างโล่ง สามารถเหยียดขา และวางกระเป๋าได้อย่างสบาย มีปลั๊กให้เสียบชาร์ตมือถือได้ แต่ไม่มีแท่นรองสำหรับให้วางโทรศัพท์เอาไว้ให้ชาร์ตไฟใดๆ ถือเป็นเรื่องน่าเศร้า แต่ข้าพเจ้าเห็นหลายๆ คนที่เอาโทรศัพท์ไปชาร์ตได้เอากระเป๋าของตัวเองไปวางไว้ด้านล่างเพื่อที่จะใช้วางโทรศัพท์ที่ชาร์ตเอาไว้ และอีกหนึ่งอย่างที่ข้าพเจ้าอยากจะบอกก็คือแอร์ขบวนรถไฟนี้ โคตรเย็น แบบเย็นมาก เย็นยะเยือก กันเลยทีเดียว
ซึ่งข้าพเจ้าก็เตรียมตัวมาได้ไม่ดีเท่าไหร่เพราะคิดว่าเสื้อกันหนาวสองตัวจะเอาอยู่ แต่ปรากฎว่าข้าพเจ้าก็ลืมนึกไปว่า ข้าพเจ้านั้นเป็นคนขี้หนาว ทำให้การนั่งอยู่บนรถไฟตลอดทั้งคืนของข้าพเจ้านั้น สุดแสนจะทรมาน ฮ่าๆๆๆ โดยข้าพเจ้าคิดว่าหากใครจะเดินทางโดยรถไฟขบวนนี้ ได้โปรดเตรียมผ้าห่มผืนเล็กมาด้วยอีกผืนเห็นจะเข้าท่ากว่า เพราะข้าพเจ้าเห็นคนที่นั่งข้างๆ ก็นำผ้าห่มผืนเล็กมาด้วยเช่นกัน
บรรยากาศภายในตู้รถไฟของข้าพเจ้า ค่อนข้างปลอดภัยเพราะมีเจ้าหน้าที่เดินไปมาตลอดทั้งคืน โดยภายในขบวนก็ได้มีการหรี่ไฟเพื่อให้ผู้โดยสารได้พักผ่อนอีกด้วยนะ แต่ก็ไม่ได้น่ากลัวสักเท่าไหร่ ข้าพเจ้าหลับๆ ตื่นๆ อยู่บนรถไฟอีกหนึ่งคืน จนกระทั่งรุ่งสาง ข้าพเจ้าก็ลุกเดินไปมา เข้าห้องน้ำเพื่อให้หายเมื่อย โดยอีกแค่อึดใจเดียวก็จะถึงยะโฮร์บาฮ์รูแล้ว ช่างเป็นการเดินทางที่แสนยาวนานเสียนี่กระไร
ในท้ายที่สุด ข้าพเจ้าก็มาถึงแล้ว! “ยะโฮร์บาฮ์รู (Jahor Bahru)” เป็นเมืองที่มีความสำคัญทางอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดทางตอนใต้ของประเทศมาเลเซียที่มีอาณาบริเวณติดกับเมืองวูดแลนด์ ประเทศสิงคโปร์ (Woodlands Checkpoint) โดยเป็นจุดผ่านแดนหรือประตูที่เชื่อมกับประเทศมาเลเซียนั่นเอง
โดยก่อนที่ข้าพเจ้าจะเดินไปยังจุดตรวจคนเข้าเมือง ข้าพเจ้าเห็นว่ามันมีห้างเปิดอยู่ ข้าพเจ้าเลยคิดว่าจะเดินไปเข้าห้องน้ำเพื่อล้างหน้าแปรงฟันเสียหน่อย แล้วค่อยเดินไปยังด่านจุดตรวจคนเข้าเมืองเพื่อเข้าสู่ประเทศสิงคโปร์
ข้าพเจ้าใช้เวลาไม่นานนัก ก็ทำธุระส่วนตัวเสร็จ โดยสิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าเห็นก็คือ มีผู้คนเดินพลุกพล่านไปหมดทั้งวัยรุ่น หนุ่มสาว รวมถึงวัยทำงานและนักท่องเที่ยวต่างก็เดินไปมากันอย่างขวักไขว่ ข้าพเจ้ามองไปทางไหนก็เห็นแต่ผู้คนเดินเบียดเสียดกันเต็มไปหมด แต่ก็คงไม่แปลกอะไรนักเพราะที่นี่ถือได้ว่าเป็นจุดเชื่อมระหว่างสองประเทศ โดยมีทั้งคนมาเลเซียข้ามแดนเพื่อเดินทางไปทำงานที่ประเทศสิงคโปร์ทุกวัน โดยมีการเดินทางข้ามไปมากันทุกวัน ทำให้ที่นี่เป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยผู้คนที่มีจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกันไป นอกจากกลุ่มคนที่เดินทางไปทำงานแล้ว ก็ยังมีกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เดินทางเพื่อการท่องเที่ยวเช่นเดียวกัน จึงทำให้จุดเชื่อมระหว่างสองประเทศนี้คึกคักเป็นพิเศษ
จากนั้น ก็ได้เวลาที่ข้าพเจ้าต้องออกจากประเทศมาเลเซียแล้ว ซึ่งหลังจากที่ข้าพเจ้าเดินทางออก มาจากด่านยะโฮร์บาฮ์รูแล้ว ข้าพเจ้าก็จะนั่งรถบัสเพื่อเดินทางไปยังด่านวูดแลนด์เพื่อเข้าไปยังประเทศสิงคโปร์ ซึ่งข้าพเจ้าจะนั่งรถบัสต่อไปที่สถานีรถไฟใต้ดินวูดแลนด์ เพื่อที่จะเดินทางไปยังที่พัก ซึ่งทั้งหมดนี้ข้าพเจ้าใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ซึ่งถือได้ว่าเป็นการเข้าสู่ประเทศสิงคโปร์โดยบริบูรณ์ :)
สำหรับรถไฟใต้ดินของสิงคโปร์นั้น มีความคล้ายคลึงกับบ้านเราเป็นยิ่งนัก และที่สำคัญคือข้าพเจ้าสามารถใช้บัตรเครดิตแตะเข้าออกได้เลยโดยไม่ต้องไปซื้อบัตรต่างๆ นานา เนื่องจากค่าโดยสารนั้นไม่แพงเท่าบ้านเรานัก ทำให้ข้าพเจ้าตัดสินใจใช้บัตรเครดิตในการแตะเข้าออกจากสถานี เพื่อความสะดวกสบายของข้าพเจ้าเอง เนื่องด้วยข้าพเจ้าจะอยู่ที่สิงคโปร์แค่สองวันเท่านั้น และก็จะเดินทางกลับแล้ว เนื่องด้วยสิงคโปร์เป็นประเทศที่ค่าครองชีพสูง ข้าพเจ้าเลยคิดว่าครั้งนี้จะแค่มาสำรวจ เดินดูบ้านเมืองและผู้คนเหมือนเช่นเคย ข้าพเจ้าอยากรู้ว่าผู้คนที่นี่เค้าใช้ชีวิตกันแบบใด กินอยู่กันยังไง บ้านเมืองสะอาดปลอดภัยอย่างที่คิดไว้หรือเปล่า แค่นั้นเอง…
หลังจากข้าพเจ้าเดินทางถึงที่พัก และทำการเช็คอินเรียบร้อยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ข้าพเจ้าก็ขอไปอาบน้ำก่อน
เป็นลำดับแรก เนื่องจากไม่ได้อาบน้ำมาสองวันเต็มๆ โดยหลังจากอาบน้ำเสร็จแล้ว ข้าพเจ้าก็คิดว่าจะออกไปเดินเล่นหาข้าวเย็นกินเสียหน่อย โดยที่พักของข้าพเจ้าอยู่ใกล้กับย่านชุมชนชาวจีน (China Town) ที่ตลอดทางนั้นเต็มไปด้วย street art บนกำแพงบ้านเรือน ร้านค้าร้านรวงต่างๆ เป็นภาพ street art ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของชาวสิงคโปร์เอาไว้ได้เป็นอย่างดี
Good Morning! เช้าวันที่สอง ณ ประเทศสิงคโปร์ เป็นวันที่ข้าพเจ้าพร้อมมากๆ ในการเดินสำรวจบ้านเมือง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ฝนตกหนักมากๆ ในตอนเช้า ทั้งที่ข้าพเจ้าตื่นขึ้นมาด้วยหัวใจอันสดใส แต่สภาพอากาศไม่สดใสดังเช่นตัวข้าพเจ้าเลย ฮ่าๆๆๆ แต่ถึงกระนั้นข้าพเจ้าก็จะรอให้ฝนซาก่อนแล้วค่อยออกไปเดินเตรดเตร่
โดยหลังจากนั้นไม่นานนัก ฝนก็เริ่มซาลงๆ เรื่อยๆ จนข้าพเจ้าสามารถออกไปเดินเที่ยวได้แล้ว ข้าพเจ้ามองว่าอากาศที่สิงค์โปร์ค่อนข้างที่จะเหมือนกับภาคใต้ของบ้านเรา อากาศร้อนชื้น อบอ้าว มีฝนตกๆ หยุดๆ ส่วนบ้านเมืองก็ดูเป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาด ผู้คนก็ดูมีสไตล์ดี ^^
ข้าพเจ้าตั้งใจว่าวันนี้จะต้องเดินไปถ่ายรูปกับสิงค์โตปลาให้ได้ โดยจากที่พักของข้าพเจ้านั้นสามารถเดินไปได้สบายๆ ชิวๆ ซึ่งดูจาก google map แล้วระยะทางก็ไม่ได้ไกลมากนัก ข้าพเจ้าคิดว่าเดินไปเรื่อยๆ ชมนก ชมไม้ ชมบ้านเมืองไปเรื่อยๆ ก็น่าจะดี
ข้าพเจ้าได้เริ่มออกเดินเท้าเพื่อที่จะไปยังจุดแลนด์มาร์คของสิงคโปร์อย่างสิงค์โตปลา หรือ “เมอร์ไลออน (Merlion)” ที่มีหัวเป็นสิงโตและลำตัวเป็นปลา โดยรูปปั้นเมอร์ไลออน (Merlion) นั้น มีความสูงประมาณ 8.6 เมตร หนัก 70 ตัน เป็นรูปปั้นที่ส้รางขึ้นโดยช่างฝีมือชาวสิงค์โปร์ชื่อ ลิม นัง เส็ง (Lim Nang Seng) และถูกออกแบบโดย ควัน ไซ เคียง (Kwan Sai Kheong) นั่นเอง
นอกจากนั้น สิงค์โตปลา ยังมีเรื่องเล่าที่น่าสนใจมากอีกด้วย โดยส่วนลำตัวที่เป็นปลานั้นสื่อถึง จุดกำเนิด
ของสิงคโปร์ ซึ่งเคยเป็นหมู่บ้านชาวประมง หรือเรียกว่า เทมาเส็ก ที่แปลว่า ทะเลสาบ ในภาษามาเลย์ และส่วนหัว
ที่เป็นสิงโตนั้นสื่อถึง ชื่อเดิมของสิงคโปร์ นั่นก็คือ “สิงหปุระ” (หรือแดนสิงโตในภาษาสันสกฤต)
โดยมีตำนวนเล่าว่า เจ้าชายแสง นิลา อุตามา (เจ้าชายอาณาจักร์ศรีวิชัยแห่งปาเลมบัง) ได้มาขึ้นฝั่งที่
เกาะสิงคโปร์ท่ามกลางประแสครื่นที่ปั่นป่วน และบริเวณใกล้ปากแม่น้ำสิงคโปร์นั่นเอง ที่เจ้าชายได้พบเห็น
สัตว์รูปร่างแปลกประหลาด ซึ่งเจ้าชายคิดว่านั่นช่างดูคล้ายสิงโตเป็นยิ่งนัก พระองค์จึงตั้งชื่อเกาะนี้ว่า “สิงหปุระ”
นั่นเอง… ช่างเป็น story ที่น่าสนใจเป็นยิ่งนัก
หลังจากนั้น ข้าพเจ้าก็เดินเรียบริมน้ำไปเรื่อยๆ เพื่อที่จะเดินทางไปยังห้างที่มีการแสดงน้ำพุไฟ ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่าชื่อห้างอะไร แต่จะเห็นแล้วน่าจะตั้งอยู่ในตึกเดียวกันกับห้างมาริน่าเบย์ หรืออาจจะเป็นห้างที่อยู่ติดกับมาริน่าเบย์ ข้าพเจ้าไม่แน่ใจ ซึ่ง “Marina Bay” อาคารที่มีเรืออยู่บนยอดตึก การเดินจากจุดที่ตั้งของสิงค์โตปลา ไปยังห้างนั้นก็ไม่ได้ไกลกันมากนัก ข้าพเจ้าสามารถเดินเรื่อยๆ เปื่อยๆ ได้เลย
โดยระหว่างทางที่ข้าพเจ้าสะพานเชื่อมไปยังห้าง… ข้าพเจ้าเห็นมีไอติมรถเข็นของคุณลุงท่านหนึ่งขึ้นมาขายอยู่ตรงบริเวณสะพานเชื่อมนี้ ข้าพเจ้าเลยขอลองซื้อชิมสักหน่อย ข้าพเจ้าเลือกรสช็อกโกแลตมาลองชิม 1 ไม้ ก็อร่อยดี เดินกินเพลินๆ จนได้เดินเข้าไปในห้างอันหรูหรา ซึ่งก็เป็นเวลาเย็นย่ำพอดิบพอดี
ข้าพเจ้าบังเอิญโชคดี เนื่องด้วยมีผู้ใหญ่ใจดีที่ข้าพเจ้ารู้จักที่เป็นคนไทยที่มีสามีเป็นชาวสิงคโปร์ได้เลี้ยงข้าวเย็นข้าพเจ้า ณ ห้างอันหรูหรานี้ โดยหากข้าพเจ้ามาแต่เพียงผู้เดียว ข้าพเจ้าก็คงมิกล้าจ่ายเงินซื้อข้าวในห้างกินเป็นแน่แท้
หลังจากข้าพเจ้าอิ่มหนำสำราญกับมื้อเย็นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ข้าพเจ้าก็มีโอกาศได้ไปดูการแสดงน้ำพุ ที่มีทั้งแสง สี แสง ที่สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป ตามจังหวะของเพลงที่คลอไปตลอดทั้งโชว์ ผู้คนมากหน้าหลายตา ทั้งชาวสิงคโปร์เองรวมไปถึงชาวต่างชาติที่ได้พากันมายืนบ้าง นั่งบ้าง เพื่อชมการแสดงน้ำพุไฟ ข้าพเจ้าก็ยืนดูเพลินๆ ไปสักพักหนึ่ง ก็ต้องขอตัวกลับก่อน เนื่องจากวันนี้ เป็นวันที่ข้าพเจ้าเดินทั้งวันตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ทำให้ร่างกายอ่อนล้า อ่อนเพลีย เป็นยิ่งนัก
ข้าพเจ้ากล่าวอำลาผู้ใหญ่ใจดี ทั้งสองท่าน เป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ขอตัวขึ้นรถไฟใต้ดินกลับเข้าที่พัก โดยพรุ่งนี้ข้าพเจ้าก็ต้องเดินทางกลับแล้ว และต้องตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อที่จะเดินทางข้ามด่านกลับไปขึ้นเครื่องที่ยะโฮร์บาฮ์รู
วันสุดท้ายที่สิงคโปร์ ข้าพเจ้าตื่นตั้งแต่เช้าขึ้นมาด้วยจิตใจอันเบิกบาน แต่กระนั้นก็จำต้องเดินทางกลับแล้ว โดยข้าพเจ้าเลือกที่จะเดินทางกลับจากยะโฮร์บาฮ์รู เนื่องจากค่าตั๋วเครื่องบินถูกกว่ากลับจากสิงคโปร์ ^^ ทำให้ข้าพเจ้าต้องออกจากสิงคโปร์ตอนเช้าๆ เผื่อเวลาเดินทางไปที่สนามบินยะโฮร์บาฮ์รูด้วยวิธีการเดิม คือการนั่งรถไฟใต้ดิน และต่อด้วยรถเมล์ไปที่ด่าน Woodlands Checkpoint และก็นั่งรถเมล์จากยะโฮร์บาฮ์รูตรงไปสนามบินแบบยาวๆ กันเลยทีเดียว
ข้าพเจ้าเดินทางมาถึงสนามบินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเตรียมตัวออกเดินทางกลับสู่ประเทศไทย โดยการเดินทางในครั้งนี้ ข้าพเจ้าต้องการที่จะพิสูจน์ว่าเราสามารถเดินทางมายังประเทศสิงคโปร์โดยการนั่งรถไฟได้จริงๆ ถึงแม้มันอาจจะเป็นการเดินทางที่แสนยาวนาน ทั้งยังลำบากลำบน กินเวลาถึงสองวันสองคืน แต่กระนั้นการเดินทางในครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นประสบการณ์ที่ครบรสสำหรับข้าพเจ้า มีทั้งความระทึกใจระหว่างทางที่นั่งอยู่บนรถไฟสายใต้ มีทั้งความรู้สึกเหนื่อยล้าจากการเดินทาง แต่ก็ได้ทั้งประสบการณ์ดีดี ได้ฟังเรื่องเล่าเรื่องราวดีดีจากคนแปลกหน้า รวมไปถึงได้รู้ว่าการเดินทางแบบนี้ มันก็เหนื่อยเหมือนกันแฮะ ฮ่าๆๆๆ
สรุปค่าใช้จ่าย (ไม่รวมอาหาร, Roming PK, Etc.) : รวมทั้งหมด 4,178.21 บาท
-กรุงเทพฯ - สุไหงโกลก (รถไฟ ชั้น 3) 289 บาท
-สุไหงโกลก - ด่านรันตูปันยัง (Rantau Panjang) 150 บาท
-ด่านรันตูปันยัง - สถานีรถไฟ Pasir Mas (2 MYR) 20 บาท
-Pasir Mas - Jb Sentral (54 MYR) 344.92 บาท
-JB Sentral - Woodlands (Bus/ 2 ways) 80 บาท
-Hostel in Singapore (2 nights) 1,190.93 บาท
-JB - Bangkok (AirAsia) 2,103.36 บาท































.jpg)
.jpg)



.jpg)


.jpg)

.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)


.jpg)

.jpg)
.jpg)

.jpg)


.jpg)















.jpg)






.jpg)








































.jpg)


















Comments
Post a Comment